วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Software คืออะไร มาดูกัน!

Software (ซอฟต์แวร์) เป็นองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เราไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้โดยตรง เป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรม (Program) ที่เขียนขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเสมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ให้สามารถเข้าใจกันได้


ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ซอฟต์แวร์ระบบ
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์



1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software หรือ Operating Software : OS)

          หมายถึงโปรแกรมที่ทำหน้าที่ประสานการทำงาน ติดต่อการทำงาน ระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้ Software ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำหน้าที่ในการจัดการ ระบบ ดูแลรักษาเครื่อง การแปลภาษาระดับต่ำหรือระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อให้เครื่องอ่านได้เข้าใจ



ซอฟต์แวร์ระบบ แบ่งได้ 4 ชนิด ดังนี้

          1.1 ระบบปฏิบัติการ (Operating System) หมายถึง ชุดโปรแกรมที่อยู่ระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของฮาร์ดแวร์ และสนับสนุนคำสั่งสำหรับควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ให้กับซอฟต์แวร์ประยุกต์ เช่น Windows XP , DOS , Linux , Mac OS X

          1.2 ยูทิลิตี้ (Utility Program) เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้เครื่องทำงานง่ายขึ้นเร็วขึ้น และการป้องกันการรบกวนโดยโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น โปรแกรมป้องกันไวรัส , โปรแกรม Defrag เพื่อจัดเรียงข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ใหม่ ทำให้การอ่านข้อมูลเร็วขึ้น , โปรแกรมยกเลิกการติดตั้งโปรแกรม Uninstall Program , โปรแกรมบีบอัดไฟล์ (WinZip-WinRAR)เพื่อทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กลง ,โปรแกรมการสำรองข้อมูล(Backup Data)

          1.3 ดีไวซ์ไดเวอร์ (Device Driver หรือ Driver) เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ในส่วนการรับเข้าและการส่งออก ของแต่ละอุปกรณ์ เช่น เมื่อเราซื้อกล้องวีดีโอมาใหม่และต้องการนำเอาวีดีโอที่ถ่ายเสร็จ นำไปตัดต่อที่คอมพิวเตอร์ ก็ต้องติดตั้งไดเวอร์ หรือโปรแกรมที่ติดมากับกล้อง ทำการติดตั้งที่เครื่อง,คอมพิวเตอร์เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์รู้จักและสามารถรับข้อมูลเข้าและส่งข้อมูลออกได้

          โดยปกติโปรแกรม windows ที่เรามีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีไดเวอร์ติดตั้งมาให้แล้วโดยเราไม่ต้องทำการติดตั้งไดเวอร์เอง เช่น ไดเวอร์สำหรับเมาส์ ,ไดเวอร์คีย์บอร์ด, ไดเวอร์สำหรับการใช้ USB Port , ไดเวอร์เครื่องพิมพ์ แต่ถ้าอุปกรณ์ใดไม่สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ก็ต้องหาไดเวอร์มาติดตั้งเพื่อให้สามารถใช้งานได้ ซึ่งต้องเป็นไดเวอร์ที่พัฒนามาของแต่ละบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์

          1.4 ตัวแปลภาษา (Language Translator) คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลภาษาระดับต่ำหรือระดับสูงเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจว่าต้องการให้ทำอะไร เช่น เมื่อโปรแกรมเมอร์ได้เขียนโปรแกรมเสร็จโดยเขียนในลักษณะภาษาระดับต่ำ (Assenbly) หรือภาษาระดับสูง (โปรแกรมภาษา C) เสร็จก็ต้องมีตัวแปลภาษาเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านเข้าใจ เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์จะเข้าใจเฉพาะตัวเลข 0 กับ ตัวเลข 1 เท่านั้น



2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
          ซอฟต์แวร์ประยุกต์เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับทำงานต่าง ตามที่ต้องการ เช่น การทำงานเอกสาร งานกราฟิก งานนำเสนอ หรือเป็น Software สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมงานทะเบียน โปรแกรมการให้บริการเว็บ โปรแกรมงานด้านธนาคาร

ซอฟต์แวร์ประยุกต์แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
          2.1 ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน เป็น Software ที่ใช้สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น Software สำหรับงานธนาคารการฝากถอนเงิน Software สำหรับงานทะเบียนนักเรียน ซอฟต์แวร์คิดภาษี ซอฟต์แวร์การให้บริการร้าน Seven ฯลฯ
          2.2 ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับงานทั่วไป โดยในซอฟต์แวร์ 1 ตัวมีความสามารถในการทำงานได้หลายอย่าง เช่น ซอฟต์แวร์งานด้านเอกสาร (Microsoft Word ) มีความสามารถในการสร้างงานเอกสารต่าง ๆ จัดทำเอกสารรายงาน จัดทำแผ่นพับ จัดทำหนังสือเวียน จัดทำสื่อสิ่งพิมพ์

ตัวอย่างระบบปฏิบัติการบนโลกใบนี้

Disk Operating System : DOS ( ระบบปฏิบัติการดอส)

ที่มา:http://www.l3nr.org/posts/304834

ระบบปฏิบัติการ Linux



ระบบปฎิบัติการวินโดวส์ (Windows)  







Mac OS x Lion Operating System




            


Software ที่ใช้เป็นประจำคือ Google Chrome



เป็น Software ประเภท เว็บเบราว์เซอร์แบบโอเพนซอร์ซ เอาไว้ใช้สืบค้นหาข้อมูล Google
เป็นของบริษัท Google
              

ที่มา : https://sites.google.com/site/mju5303103351cs203/sxftwaer-prayukt-khux-xari-baeng-xxk-pen-ki-prapheth-xari-bang-cng-xthibay
         https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/software/dos/
         http://linuxunix54321.tripod.com/Linux01.htm
         http://school.obec.go.th/winais/lesson-IV/os-win.htm
 http://www.suwanpaiboon.ac.th/wbi/page/t8.htmhttp://uthaaroonweerapat.blogspot.com/2012/06/mac-os-x-lion-operating-system.html
      


วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แนะนำตัว

สวัสดีครับ...

ชื่อนายนัฐพงษ์ พิมสิงห์

ชื่อ ใหม่

กำลังศึกษาอยู่ที่ 
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สุวินทวงศ์
เรียนอยู่ชั้น ม.6 สาย วิทย์-คณิต






ส่วนเป้าหมายในการเข้ามหาวิทยาลัยของผมนั้น....
   ก่อนจะเข้ามหาลัยก็ค้นหาตัวเองก่อนว่าชอบอะไร อยากเรียนอะไร แล้วคณะที่เราอยากเรียนมีอยู่ในมหาวิทยาลัยไหนบ้าง พอเรารู้ตัวเราแล้วว่าอยากเรียนอะไรเราก็มุ่งมั่นไปเรียนคณะนั้นแล้วตั้งใจทำคะแนนให้ดีเพื่อนไปใช้ในการยื่นคณะนั้น
   ส่วนตัวผมเองก็ตอนแรกจะเข้าเรียน คณะรัฐศาสตร์ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ เล็งไว้เลยที่เดียว ถ้าสอบไม่ติดคือเอกชน ม.กรุงเทพ เพราะขี้เกียจไปไล่สอบเปลืองเงิน (จัดสอบบ้าอะไรเยอะแยะ ถ้าจัดสอบขึ้นมาแล้ว สอบฟรีว่าไปอย่าง จัดสอบมาแล้วมีเสียเงินอีก!! GAT PAT) แกท แพท ไม่สอบ เจ๋งไง ตั้งใจมากซื้อหนังสือมาอ่าน
หมดเป็นพัน!!
   แล้วก็ตั้งใจอ่านๆๆๆๆๆๆๆแล้วก็อ่านปริ้นโนน่นนี่นั่นที่คิดว่าออกสอบมาอ่าน อ่านหนังสือพิมพ์ติดตามข่าว พอไปขอคะแนนแต่ละรายวิชา ที่ใช้ยื่นคือ สังคม กับ อังกฤษ พอเจอเกรดรวมของวิชาอังกฤษปุ๊บ!!!เท่านั้นแหละ เงิบเลยยยยย เกรดไม่ถึงที่เค้ากำหนด อีกนิ๊ดดดดดเดียวเองอ่าก็จะถึงแล้ว เซ็งมาก  ทีนี้ก็หยุดละไม่ไปสอบไหนละ ม.เอกชนอย่างเดียว คือ ม.กรุงเทพ อย่างเดียวววววว

เปิดโผ 10 อันดับประเทศน่าอยู่ที่สุดในโลกปี 2013 ไทยอยู่อันดับ 50

       

             เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ เปิดโผ 10 อันดับประเทศที่น่าอยู่ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลกในปี 2013 ปรากฏว่า สวิตเซอร์แลนด์คว้าแชมป์ตำแหน่งเดอะเบสท์ ส่วนประเทศไทยนั้นหลุดโผไปอยู่ไกลถึงอันดับที่ 50        
             โดย การจัดอันดับดังกล่าว ดำเนินการโดยสถาบันวิจัย The Economist Intelligence Unit (EIU) ได้ทำการสำรวจความสุขของประชาชน ปัจจัยด้านการดำเนินชีวิต สุขภาพ และบริการสาธารณะของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ประจำปี 2013 พบว่า ประเทศที่น่าอยู่ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในโลก คือ สวิตเซอร์แลนด์ ส่วนทั้ง 10 อันดับประเทศน่าอยู่ ได้แก่ประเทศดังต่อไปนี้
1. สวิตเซอร์แลนด์
2. ออสเตรเลีย
3. นอร์เวย์
4. สวีเดน
5. เดนมาร์ก
6. สิงคโปร์
7. นิวซีแลนด์
8. เนเธอร์แลนด์
9. แคนาดา
10. ฮ่องกง
                                                       



                                                            สวิตเซอร์แลนด์        


                ส่วนประเทศไทยนั้น ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ไกลถึงอันดับที่ 50 ขณะที่อันดับประเทศในเอเชียที่น่า สนใจนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น อยู่อันดับที่ 25, มาเลเซีย อยู่อันดับที่ 36, จีน อยู่อันดับที่ 49, ฟิลิปปินส์ อยู่อันดับที่ 63, เวียดนาม อยู่อันดับที่ 68 และ อินโดนีเซีย อยู่อันดับที่  71


ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/79035

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อยากมีงานทำระหว่างเรียน หางานยังไงดีล่ะ

            การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมีค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะจบการศึกษา ฉะนั้นการหางานทำเพื่อเพิ่มรายได้พิเศษระหว่างการเรียนจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะหางานอย่างไรล่ะ โดยเฉพาะงานที่ทำได้แค่ในวันหยุดหรือนอกเวลาเรียน…เริ่มแรกเลย จะต้องคิดก่อน ว่าเราชอบทำงานแบบไหน อยากทำงานในร้านอาหารหรือเปล่า หรือชอบที่จะขลุกอยู่กับกองหนังสือที่น่าเบื่อในห้องสมุด หรืออยากลองทำงานเกี่ยวกับเด็กๆ รวมถึงรายได้ที่จะได้รับและวันเวลาที่สามารถทำงานได้ก็จะต้องพิจารณาให้รอบคอบเช่นกัน แม้ว่าบ่อยครั้งที่นักเรียนในระดับมหาวิทยาลัยไม่สามารถเลือกงานได้มากนัก แต่อย่างน้อยการพิจารณาเบื้องต้นให้ดีเสียก่อนก็น่าจะช่วยให้สามารถเตรียมตัวหรือเตรียมข้อมูลส่วนตัวให้นายจ้างสนใจจ้าง และทำให้เราทำงานได้อย่างมีความสุขถ้าไม่อยากคิดมากกับการตระเวนหางาน ลองดูว่าในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนที่เราเรียนอยู่นั้น มีศูนย์จ้างงาน หรือให้คำปรึกษาด้านการทำงานหรือเปล่า ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหางานก็ได้ โดยเฉพาะสำหรับใครที่เรียนอยู่ในเมืองเล็กๆ เพราะงานในมหาวิทยาลัยในเมืองเล็กจะให้ค่าตอบแทนได้สูงกว่างานจากภายนอก และงานแบบนี้จะมีข้อดีอยู่อีกอย่างหนึ่งคือ เวลาทำงานจะค่อนข้างยืดหยุ่นกว่าบริษัทใหญ่ๆ เช่น เดลล์, โซนี่ หรือ แอปเปิล มักจะมีการประกาศรับสมัครงานกับทางมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อหานักศึกษามาเป็นพนักงานโฆษณาสินค้าในมหาวิทยาลัยนั้นๆ ซึ่งอาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหางานทำ สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาหรือไม่ปรารถนาจะออกไปทำงานนอกมหาวิทยาลัยแต่ถ้าต้องการไปทำงานนอกมหาวิทยาลัยจริงๆ ก็ให้พยายามหางานที่ต้องการพนักงานมากๆ โดยเฉพาะในวันหยุด เช่นงานพวก พนักงานส่งพิซซ่า พนักงานบาร์ (ต้องพิจารณาเรื่องอายุด้วยนะ ว่าอายุถึงพอที่จะทำงานเสิร์ฟแอลกอฮอล์ได้หรือเปล่า) หรือบางคนอาจจะชอบงานขายตั๋วในโรงหนัง ก็เลือกเอา โดยจะต้องทำตัวให้ว่างและสามารถทำงานได้จริงในช่วงวันหยุด ซึ่งหากแน่ใจก็ให้ไปสมัครได้เลย แต่ก็อย่าลืมพูดคุยถึงความยืดหยุ่นกับนายจ้างด้วยล่ะ เพราะบางครั้งมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนที่เราเรียนอาจจะมีคลาสในวันหยุดของบางสัปดาห์ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งต้องตกลงกับนายจ้างให้ดีสิ่งสำคัญเลย หากได้งานทำแล้ว คือ ต้องเป็นพนักงานที่ดี ตรงต่อเวลา แต่งกายให้สุภาพ และพร้อมสำหรับการทำงานเสมอ อย่าเมาหรือแฮงค์ก่อนมาทำงานเด็ดขาด และต้องทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อนร่วมงาน เป็นลูกจ้างที่ดีของนายจ้าง และบริการลูกค้าให้ดี เพื่อจะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า เพื่อนร่วมงาน และได้รับความเอาใจใส่จากนายจ้างเป็นสิ่งตอบแทน พร้อมกับรายได้ที่สมควรได้รับ … การเรียนย่อมควบคู่กับการทำงานเพื่อช่วยเติมเต็มความรู้และประสบการณ์ให้พร้อมกับการก้าวเข้าสู่โลกแห่งชีวิตจริงต่อไป


ที่มา : http://www.facebook.com/uplus.study.abroad/notes