วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เทคโนโลยีเว็บ

Web 1.0 


เว็บ 1.0 หรือ Web 1.0 (Web Version 1.0) เป็นการจำแนกรุ่นหนึ่งของเทคโนโลยีเว็บไซต์ โดยเว็บ 1.0 นั้น เสมือนเป็นรุ่นแรกของการจำแนก โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

       เว็บ 1.0 เป็นการสื่อสารแบบทิศทางเดียว หรือ Simplex Communication หมายความว่า เป็นลักษณะของการสื่อสารข้อมูลไปยังผู้บริโภคข้อมูลทิศทางเดียว คล้ายกับการอ่านป้ายโฆษณาบนท้องถนน ที่ผู้บริโภครับข่าวสารได้ แต่ตอบสนองหรือสื่อสารไปยังผู้แพร่ข่าวสารไม่ได้ อีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือ รายการในโทรทัศน์ หรือ วิทยุ ที่เป็นเครื่องมือในการส่ง ถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้บริโภคข่าวสารได้อย่างเดียว
       จากย่อหน้าแรกทำให้ทราบว่า เว็บ 1.0 เป็นสารสื่อสารทิศทางเดียว ดังนั้น ลักษณะของการสื่อสารทิศทางเดียวเช่นนี้ในทางเทคโนโลยีเว็บ เราเรียกว่า Static Webpage ซึ่งก็คือเว็บที่มีข้อมูลฉาบอยู่บนหน้าเว็บเท่านั้น โดยข้อมูลจะเป็นลักษณะของตัวอักษร (Text) รูปภาพ (Picture) ภาพเคลื่อนไหว (Motion Picture) สื่อมัลติมีเดีย (Multi-Media) เสียง (Sound/Voice) หรือคลื่นสัญญาณต่างๆ ในลักษณะของการเผยแพร่เท่านั้น ไม่มีการรับการสนองตอบจากผู้บริโภคได้
      ดังนั้นจึงมีผู้รู้หลายท่านจึงให้นิยามความหมายของ Web 1.0 ว่าเปรียบเสมือน โบว์ชัวร์ออนไลน์ ป้ายออนไลน์ กระดาษออนไลน์ แต่ข้อได้เปรียบของ Web 1.0 กับการใช้กระดาษหรือการไม่ใช้เว็บเพจในการเผยแพร่ข้อมูล คือ การฉาบข้อมูลที่นอกเหนือจากอักษรและรูปภาพได้นั่นเอง  
ตัวอย่างเช่น หน้าเว็บสมัยก่อนที่เปิดให้เข้าไปอ่านได้ แต่ไม่มีช่องแสดงความคิดเห็นนั่นเอง 

 Web 2.0 เป็นเว็บไซต์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ชมได้ มีการติดต่อกับ Database และเก็บบันทึกข้อมูล ซึ่งเว็บไซต์ประเภทนี้สามารถพัฒนาได้ด้วย Web Programming (ASP, PHP, ASP.Net, etc.) เป็นเว็บไซต์ที่มีระบบจัดการข้อมูล (Backoffice) สำหรับให้ผู้ดูแลเว็บไซต์หรือเจ้าของเว็บไซต์ให้สามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยง่ายผ่านทาง Security Login จากหน้าเว็บไซต์ โดยผู้ใช้งานจะต้องมี Username และ Password ส่วนตัวสำหรับเข้าไปแก้ไขข้อมูลในเว็บไซต์
ตัวอย่างที่ทุกคนคงรู้จักกันดีอย่าง Wikipedia ทำให้ความรู้ถูกต่อยอดไป
อยู่ตลอดเวลา ข้อมูลทุกอย่างได้มาจากการเติมแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เกิดจากการคานอำนาจของข้อมูลของแต่ละบุคคลทำให้ข้อมูลนั้นถูกต้องมากที่สุด
web 3.0 เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมาก ๆ โดยอย่างที่เรารู้กันดีว่าผู้ใช้ทั่วไปนั้นเป็นผู้สร้างเนื้อหา ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่นการเขียน Blog, การแชร์รูปภาพและไฟล์มัลติมีเดียต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล ทำให้จำเป็นต้องมีความสามารถในการข้อมูลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บกลายเป็น Sematic Web กล่าวคือเว็บที่ใช้ Metadata มาอธิบายสิ่งต่าง ๆ บนเว็บ ซึ่งในตอนนี้เราจะเห็นกันทั่วไปนั่นคือ Tag นั้นเอง โดยที่ Tag ก็คือคำสั้น ๆ หลาย ๆ คำ ที่เป็นหัวใจของเนื้อหา เพื่อทำให้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ได้ด้วยการใช้ Tag ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 
การเชื่อมโยงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ข้อมูลมีการเชื่อมโยงกันเหมือนฐานข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงข้อมูล ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เทคโนโลยีสำหรับยุค Web 3.0
     จากคุณลักษณะในเรื่องความฉลาดสำหรับการบริหารจัดการข้อมูล จึงทำให้ Web 3.0 เป็น การนำเทคโนโลยี Semantic Web และ AI มาผสมผสานกันซึ่งมีลักษณะเด่นดังต่อไปนี้ Semantic Web เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนาและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มี ความสัมพันธ์กัน ซึ่งทำให้ฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากๆ หรืออาจจะทำให้เกิดฐานข้อมูลโลก (Global Database) เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจะเข้าไปมีส่วนให้การพัฒนาเว็บให้เป็น Web 3.0 นั้น มี ดังนี้ 
     1. AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นการสร้างความฉลาดให้ระบบ คอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถคาดเดาพฤติกรรม และวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้งานเว็บ ช่วยใน การค้นหาข้อมูลซึ่งมีจำนวนมาก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด นอกจากเทคโนโลยี Semantic Web และ AI แล้ว ยังมีการพัฒนาเว็บในยุค Web 3.0 โดยใช้ เทคโนโลยีอื่นๆ ได้แก่ 
     2. Automated reasoning การเขียนโปรแกรมให้ระบบคอมพิวเตอร์รู้จักการแก้ปัญหาเอง มีการประมวลผลได้อย่างสมเหตุสมผล พร้อมทั้งแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า อีกทั้งปรับปรุงระบบ เองได้โดยอัตโนมัติ ป็นระบบสมองกล ที่นิยายวิทยาศาสตร์มักจะนำไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ โดยเจ้า AI จะสามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหา หรือคิดอะไรอยุ่ เป็นการผสมผสาน Application หรือ โปรแกรม หรือบริการต่างๆ ของเว็บ ที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งาน 
     3. Ontology หรือ OWL เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยดู จากความหมายของสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับระบบ Metadata คือภาษาที่ใช้เป็นตัวอธิบายข้อมูล เชิงสัมพันธ์ (Data about Data) หรือ “ข้อมูลที่ใช้อธิบายความหมายของข้อมูล” หรือ Tags นั่นเอง 
     4. Semantic Wiki เป็นการอธิบายคำๆ หนึ่ง คล้ายกับดิกชันนารีนั้นเองครับ ดังนั้นถ้า Web 3.0 เป็น Wiki ด้วยแล้วนั้น จะทำให้เราสามารถหา ความหมาย หรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียด และ แม่นยำมากขึ้น เมื่อข้อมูลมันมีมาก คนเขียนบล็อกก็มีเยอะ ทำให้เนื้อหามีมากมายขึ้นทุกที จนบางที ก็ไม่รู้ว่าจะค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ด้วยคีย์เวิร์ดอะไร ดังนั้นถ้าใช้คำค้นหา แบบกว้างๆ แต่กำจัดวง แคบๆให้เราได้ก็คงเป็นผลดีการค้นหาแบบข้อมูลซ้อนข้อมูลหรือใช้การค้นหาหลายทิศทาง (Vertical Search) ผสมกับความเป็นส่วนตัวเข้าช่วย (Personalize) จะสามารถโฟกัสข้อมูลลงไปได้ หรืออีกหลายเทคโนโลยีซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ "12 เทคโนโลยี (ไม่) พร้อมใช้ใน Web 3.0" 
     5. Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนาและ แหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากๆ หรืออาจทำ ให้เกิดฐานข้อมูลโลก (Global Database) ไปเลยก็ได้

ที่มา http://greennutt.blogspot.com/2010/07/web-10.html
      http://www.l3nr.org/posts/510693
      

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น